About admin

Here are my most recent posts

ไอ้หมึก!

ตามความรู้ความเข้าใจพื้นฐาน เย็นวันศุกร์เป็นช่วงที่ความหฤหรรรวมทั้งผ่อนคลาย

ถ้าเกิดจะยกเว้นอยู่บ้างก็คงเป็นคนกรุงที่กรุงเทพฯ เพราะรถติดบรรลัยจนกระทั่งไม่มีอารมณ์สุนทรี

 ธรรมดาแล้ว อังกฤษ ประเทศที่ผับมีทุกหัวมุมถนนรวมทั้งมีเยอะๆกกว่าค๊อฟฟี่ช็อป ถ้าเกิดเป็นวันสุดท้ายที่การทำงานรายสัปดาห์แบบงี้ ไปดูได้เลย หลัง 5-6 นาฬิกาเย็นไปแล้วจะมองเห็นคนออกมายืนกันจนกระทั่งหน้าร้าน ในโทรศัพท์มือถือเครื่องดื่มกระตุ้นเลือดลมขนาด 1 ไพน์ตคุยกันครึกครื้น

ที่ออกมายืนนี่เพราะว่าข้างในร้านมันเต็ม คนเยอะ หน้าเคาน์เตอร์บาร์พนักงานก็วุ่น ลูกค้าเข้าแถวสั่งเบียร์กันโดยตลอด

มันเป็นบรรยากาศของความผ่อนคลาย โดยมากก็มากันทั้งชุดใส่สำหรับทำงานนั่นแหละ แวะมากระดกสัก 2-3 ไพน์ต ตึงๆแล้วค่อยเข้าบ้าน

ซึ่งถ้าเกิดลูกค้าคนใดกันเป็นแฟนบอล เชื่ออย่างยิ่งว่าศุกร์ที่ผ่านมาจะยิ่งรู้สึกสนุกสนานเป็น 2fun888เท่า โดยเฉพาะแฟนผี

สื่อทีนี่ถึงกับบอกว่า เย็นวันศุกร์ที่ผับจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

นั่นเพราะฤดูกาลนี้เป็นครั้งแรกที่ พรีเมียร์ ลีก มีโปรแกรมเตะกันวันศุกร์ด้วย

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านพบ เซาธ์หมูแฮมป์ตัน เตะประเดิมการปรับผังการแข่งขันใหม่ของ พรีเมียร์ ลีก

เวลาคิ๊กออฟที่บ้านเราเป็นตี 2 จัดว่าดึกดื่นไปสักนิด แต่ที่อังกฤษ 2 ทุ่ม เวลากำลังได้เลย ยิ่งฤดูร้อนแบบงี้ดวงอาทิตย์ตกช้า บรรยากาศเลยรื่นเริงมาก

การที่ต้องมาเตะเร็ววันศุกร์ โดดๆอยู่คู่เดียว เชื่ออย่างยิ่งว่าไม่เพียงแต่แฟนผีที่จะจับตาเกมนี้ แม้แต่แฟนทีมอืนมีจังหวะก็ตั้งตาดูเหมือนกัน

มีหลายเหตุผลที่ทำให้เกมนี้เป็นที่พอใจ

หนึ่งในนั้นหนีไม่พ้น ปอล ป็อกบา

ป็อกบา เป็นนักเตะที่ได้รับความพอใจมากที่สุดในโลกแล้วในช่วงที่ผ่านมานับจากย้ายกลับรังเก่าด้วยค่าจ้างเป็นสถิติโลก

เรียกว่าของใหม่กำลังเห่อ

นัดเปิดฤดูกาลบุกอัด บอร์นมัธ ยังเร็วเหลือเกินที่จะมีส่วนร่วม แต่ต่อไป มูรินโญ่ ก็แถลงชัดว่า ป็อกบา จะได้ลงสนามแน่ในเกมที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

คำพูดของ มูรินโญ่ ถูกตอกย้ำซ้ำเติมด้วยการที่ ป็อกบา ขึ้นเป็นนายแบบปก United Review หนังสือแม็ทช์เดย์ โปรแกรม ของนัดนี้

ปรากฏว่า ป็อกบา ถูกส่งลงสนามเป็นตัวจริงในทันที โดยจับคู่กับ มารูยาน เฟลไลนี่

แค่การออกมาวอร์มอัพของเหล่านักเตะ โดยเฉพาะ ป็อกบา ที่ปรากฏโฉมในโรงแสดงละครที่นี้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี ก็เรียกเสียงเชียร์ก้องกังวานจากแฟนบอล

โชเซ่ มูรินโญ่ ขึ้นชื่อลือนามเรื่องผลงานการคุมทีมในบ้าน ออกมากระตุ้นว่าแฟนบอลจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการนำ Fear factor กลับมาสู่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

นี่เป็นเกมที่แฟนบอลไม่ทำให่้นักเตะผิดหวัง รวมทั้งนักเตะก็ไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวังเหมือนกัน

บรรยากาศใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ที่เสียงเชียร์ดังสะเทือนเลื่อนลั่นแบบงี้ รื่นเริง ครึกครื้นแบบงี้ จำไม่ได้แล้วว่าสัมผัสเป็นหนสุดท้ายเมื่อไหร่

อย่างที่ทราบเป็นสไตล์ของ มูรินโญ่ ติดอกติดใจผู้่เล่นทรงโต เต็มไปด้วยกำลังวังชาความแข็งแกร่ง ควรจะมีอยู่ในทีม รวมทั้งดูอย่างกับว่าเขากำลังแปลง แมนฯ ยูไนเต็ด ให้กลายเป็นทีมจอมพลัง

รายนาม 11 คนแรกนัดฟัด เซาธ์หมูแฮมป์ตัน ผู้เล่นไซส์ XL มีทำหน้าที่อยู่ทุกทั่วพื้นที่สนาม

เอริค ไบยี่ ในแนวรับ ดินแดนกึ่งกลางเป็น ป็อกบา กับ เฟลไลนี่ ส่วนข้างหน้าก็ไม่ใช่คนไหนกัน ซลาตัน อิบราฮิโมวิชชชชชชช

"พี่หลา" ซื้อใจแฟนผีได้มาหลายนัดแล้ว พูดได้เต็มปากว่าฝากผีฝากไข้ได้เลย ได้บอลทีมีเสียว ลูกเรียดลูกโด่ง เก็บกินหมด

เฟลไลนี่ ที่กลับมาคืนฟอร์มเก่ง ผู้ชมได้แต่ภาวนาว่าขอให้รักษามาตรฐานไว้ได้ยาวๆ

การเล่นที่ไม่ทำอะไรเกินกำลัง ดักเก็บกวาดตั้งแต่หน้าเขตโทษตนเองขึ้นมายันกึ่งกลางสนาม กลับบอล ออกบอลง่ายๆให้เพื่อนรอบข้าง

มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ว่าสิ่งที่ทำให้"ฟูน้อย ลูกศิษย์จารย์มอยส์" กลับมาเก่งเป็นภาวะจิตใจโดยเขาบอกกับมิดฟิลด์เบลเจี้ยนตั้งแต่เข้ามารับงานแรกๆเลยว่า "นายไม่ต้องอ่าน ไม่ต้องคิดอะไร (เกี่ยวกับข่าวสาร) ทั้งนั้น กับฉัน นายไม่ต้องย้ายออกจากทีมแน่ๆ"

มนุษย์เราถ้าเกิดลูกพี่ให้ความไว้ใจ ก็เป็นปกติที่จะเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของตน อย่างที่เฟลไลนี่กำลังบอกให้เห็น

ฆวน มาต้า ก็วิ่งเป็นม้า อันโตนิโอ วาเลนเซีย เป็นแผนการที่หน้าแข้งนักบุญมานะเจาะ เพราะทราบดีว่าไม่ใช่แบ็กอาชีพ แต่เราจะมองเห็น มาต้า ไล่ลงมาช่วยซ้อนตลอดระยะเวลา เซนส์จ่ายบอลเวลาขึ้นเกมรุกก็ยังมีให้มองเห็น แบบงี้สอบผ่าน

ตอนโดนเปลี่ยนตัวออก แฟนลุกขึ้นยืนตบมือให้สนั่นหวั่นไหวรวมทั้งนาน นายสิบมู ก็เดินไปรับถึงที่ บอกให้ทราบดีว่าดาวเตะประเทศสเปนเป็นที่รักของแฟนมากแค่ไหน

ทุกคนเล่นได้ดังที่ถูกคาดหมายทั้งปวง ต่อนี้ไป โฟกัสเลยตกมาอยู่ที่ดารานำชายของงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ … ปอล ป็อกบา

ผ้าสำหรับพันคอปลาหมึกกำลังจะเป็นสินค้ายอดฮิต

เพียงแค่สัมผัสแรกของหมอนี่ก็เรียกเสียงฮือได้ในทันที เพราะจ่ายบอลลั่นจนกระทั่งโดนสวน ทำเอาเสียวแว้บ

แต่ภายหลังจากผ่านไปได้ 5 นาที ป็อกกี้ เริ่มจับจังหวะได้ จูนกับเพื่อนติด เท่านั้นก็ได้เรื่อง

สื่ออิตาลี ตั้งนามแฝงให้หมอนี่ว่า "อิล ปอลโป้ ปอล" แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "ปอล เจ้าหมึกยักษ์" หรือเอาแบบมันปากเป็น "ไอ้หมึกปอล"

ก็ไม่ใช่อะไร ช่วงขาที่ยาว เหยียดหยามออกไปดักทางบอลได้ตลอด ขณะที่เมื่อลูกอยู่กับเท้าก็เหนียวแน่นแย่งยาก ผสมกับความสามารถที่น่าดูชม อิงแล้วกลับ เกี่ยวบอลได้ปุ้บกระชากขึ้นหน้าพรวดๆทำอะไรก็มองง่าย มองเพลิดเพลินไปหมด

ประกอบกับความอ่อนแอลงของขุมกำลังนักบุญ เมื่อไม่มี วิคเตอร์ วานยาม่า คู่แข่งเฮฟวี่เวทรุ่นเดียวกันที่ย้ายไปสเปอร์ส พื้นที่กึ่งกลางสนามเลยตกเป็นของ ป็อกบา (รวมทั้ง เฟลไลนี่) โดยง่าย

สไตล์ของเซาธ์หมูแฮมป์ตัน เป็นถ่ายบอลเร็ว ถ่ายบอลแม่นเล่นกันน้อยจังหวะ แต่ในเมื่อไม่มีจุดหมายใหญ่อย่าง กราเซียโน่ เปลเล่ ขอบเส้นขาดความจัดจ้านของ ซาดิโอ มาเน่ งานของผู้เล่นเจ้าถิ่นเลยค่อยกว่าเมื่อก่อนเยอะ

เวลาบนนาฬิกาของผู้ตัดสินแอนโธนี่ เทย์เลอร์ ผ่านไปเท่าไหร่ ป็อกบา ก็ยิ่งสะดุดตาขึ้นเท่านั้น

การเล่นของห้องเครื่องคนใหม่ ทำให้แฟนผีถึงบางอ้อ ว่าแฟนอาร์เซน่อล กับ แมนฯ ซิตี้ รู้สึกยังไงในตอนที่มี ขว้างทริค วิเอร่า กับ ยาย่า ตูเร่ ในวัยกำลังห้าวลงคุมดินแดนกึ่งกลางให้ทีม

นักเตะจำพวกไอ้ก้านยาวที่สะดุดตาทั้งเกมรับรวมทั้งเกมรุก พาบอลตะลุยขึ้นหน้าอย่างทรงอำนาจ รวมทั้งสร้างจังหวะลุ้นประตูให้เพื่อนร่วมทีมได้

ขาดคู่ประมือที่สมน้ำสมเนื้อ ปิแอร์ เอมิล ฮอยเบียร์ก กับ ยอร์ดี้ คลาซี่ (ลงมาแทน โอริโอล โรเมว ตั้งแต่สิบกว่านาครั้ง) ยังห่างชั้น ทำให้ ป็อกบา กลายเป็นสตาร์เด่นของเกมนี้ไปเลย

อย่างที่บอกว่า ป็อกบา เล่นสมสมญานามปลาหมึกจริง รวมทั้งจะว่าไปแล้ว ปลาหมึกในทีมแมนฯ ยูฯ ชุดนี้ก็นับรวมพวกก้านยาวทั้งหลายไว้ด้วยกันเลย สปีชี่ส์เดียวกันหมด ทั้ง ป็อกบา ทั้ง เฟลไลนี่ รวมทั้ง ซลาตัน ทั้งสามคนสูงเกิน 190 เซนติเมตร เหยียดหยามขาดักบอล เกี่ยวบอล ชิงคู่ต่อสู้ได้ตลอด

"กลุ่มปลาหมึก" 3 คนนี้ทำทรงของ แมนฯ ยูไนเต็ด เปลี่ยนไปโดยธรรมชาติ

ในยุคปรัชญาของ หฝ่าส์ ฟาน กาล เวลาบุกครั้งก็มัวอ่อนโยนละมัย กลัวจ่ายพลาดแล้วคู่ต่อสู้ตัดบอลได้ ถ่ายบอลกันอยู่นั่นแล้ว พอดีกองหลังอีกข้างลงมาออกันในเขตโทษ ในที่สุดก็ต้องโน่น ชำระคืนไปถึง ดาบิด เด เคอา ก็มีให้มองเห็นออกหลายครั้ง

จารย์ลุง (ด้วยความยำเกรง รวมทั้งขอบพระคุณในการทำงานตลอด 2 ปี) คงหัวใจจะวายเป็นช่วงๆถ้าหากได้นั่งมองเกมของสมัยก่อนทีมเก่าทีมนี้ลงเล่น

เพราะลูกทีมเก่าของเขาหลายต่อผู้คนจำนวนมากเล่นแบบลืมปรัชญาที่เคยประสิทธิ์ประสาทเอาไว้ให้

มีจังหวะ พบช่อง ก็จ่ายในทันที ไม่เล่นสั้นเจาะเข้าช่อง ก็เปิดข้ามแนวรับเข้าไปวัดเลย ทำให้แฟนๆได้ลุ้นกันตลอดทั้งเกม

ไหนจะ เวย์น รูนี่ย์, มาต้า, ป็อกบา ที่มีรูเป็นมิได้ ต้องทดลองยิง ทดลองส่อง

อย่างไรก็ตาม ก็ด้วยการที่ผู้เล่นประสิทธิภาพเปลี่ยนไป ข้างหน้า สาดเข้ามาเถอะ พี่หลา เอาอยู่ , โดนตัดแล้วสวนเหรอ นั่นๆเฟลไลนี่ กับ ป็อกบา รอคอยกรองอยู่แล้ว

ถ้าหากเลยไปลึกกว่านั้นยังมี "อิชอว์" ที่สปีดไวจัด กวดตามทันตลอด เข้ามาตรงกลาง ไบยี่ ก็ตีนผีไม่ด้อยไปกว่ากัน

มีขุมกำลังที่ตอบโจทย์ได้ รูปเกมเลยออกมาอย่างที่มองเห็น กลายเป็น แมนฯ ยูฯ ที่ชินหูคุ้นหน้า เป็นเล่นเชิญชวนทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ต้องรอคอยหยอดน้ำให้จิ้งหรีดออกมาจากรูอย่างยุค ฟาน กาล แต่เอาเสียมด้ามยาวขุดกันเลยทีเดียว

ประเมินด้วยสายตาราษฎร ก็ต้องบอกว่า 9 จาก 11 คนภายในนัดเปิดบ้านพิฆาตนักบุญจัดว่าลงตัวแล้ว

เหลือเพียง เวย์น รูนี่ย์ ที่ยังตามสปีดเพื่อนไม่ทัน แม้จะทุ่มเท ขยัน รวมทั้งแสดงความเป็นหัวหน้าที่ดีออกมาก็ตาม

อีกคนที่น่าวิตกเป็น อองโตนี่ มาร์กสิยาล ที่ดูอย่างกับว่าตั้งแต่ยุค มูรินโญ่ น้องหมากจะไม่จี๊ดจ๊าดเหมือนเก่า

เกมนี้ได้โอกาส 2-3 ครั้งแต่ทราบเลยว่าตั้งอกตั้งใจมากไปนิด ขมักเขม้นแต่จะยิงประตูเลยลืมมองรอบข้าง

ถ้าเกิด มาร์กสิยาล นับ 1 ได้เมื่อไหร่ มั่นใจว่าความเชื่อมั่นและมั่นใจจะกลับมาแน่ ถึงตอนนั้นทีมของ มูรินโญ่ จะยิ่งน่าสยองกว่านี้

การเข้ามาของ ซลาตัน ว่าทำให้ทีมรื่นเริงขึ้นแล้ว หาใช่เช่นนั้นไม่ การกลับมาของ ป็อกบา ลงครั้งแรกก็สร้างแรงกระเพื่อมได้มากมายมากพอนี้ในทันที

โฉมหน้าของ แมนฯ ยูไนเต็ด เปลี่ยนไปแล้ว เท่าที่มองเห็น บอลจากกึ่งกลางสนามจะเดินหน้ามากยิ่งขึ้น เร็วขึ้นแน่

ถ้าเกิดแฟนผีคนใดกันมองบอลอยู่ในผับคงเพลิดเพลินจนกระทั่งลืมกระดกเบียร์ในคืนวันศุกร์

ส่วนที่เข้ามามองในสนามก็ช่วยเหลือกันปลุกบรรยากาศ ให้ลุกพรึ่บพรั่บ จนกระทั่งลืมไปเลยว่าเมื่อปลายฤดูกาลที่แล้วนี่เอง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยังเงียบสนิทวังเวงอยู่เลย

ดาร์บี้อีสาน

ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งสำหรับหัวหอกชาวสเปน อัลบาโร่ เนเกรโด้ ทำให้เขาเป็นที่จับตาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อย้ายมาอยู่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัวถึง 20 ล้านปอนด์ ในปี 2013

ดาวเตะดีกรีกลุ่มวัวกระทิงดุไต่เต้ามาจาก ราโย บาเยกาโน่, เรอัล มาดริด เบ, อัลเมเรีย ก่อนเลื่องลือกับเซบีย่า จนทำให้ ''เรือใบสีฟ้า'' ควักเงินในกระเป๋าก้อนโตล่าตัวมาร่วมทัพ

เนเกรโด้ได้ฉายาจากแฟนบอลว่า ''เดอะ บีสต์'' ซึ่งตอนแรกเขาก็ประหลาดใจกับนิกเนมใหม่ในอังกฤษ แม้กระนั้นหัวหอกร่างใหญ่ก็ทดแทนสาวกกลุ่มเรือใบสีฟ้าด้วยการช่วยกลุ่มอย่างมีคุณภาพ

ฤดูแรกของเขาในพรีเมียร์ลีกจบลงด้วยถ้วยรางวัล ทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีกแล้วก็ลีก คัพ นอกจากนั้น สถิติส่วนตัวของเนเกรโด้ยังทำเป็นถึง 26 ประตู ให้แมนฯ ซิตี้ รวมทั้งกลุ่มชาติสเปน

แม้กระนั้นโน่นเป็นเส้นทางที่สวยหรูจนถึงม.ค.ปีนั้น เนื่องจากว่าเว้นแต่เนเกรโด้จะทำแต้มไม่ได้อีก ร่างกายยังมีปัญหากับอาการบาดเจ็บไหล่ แล้วก็ท้ายที่สุดก็หลุดจากกลุ่มของ มานูเอล เปเยกรีนี่ ไป

ฤดูร้อนปีนั้นแมนฯ ซิตี้ ปล่อยเนื้อปล่อยตัวเขาให้บาเลนเซียยืมตัว ก่อนซื้อขาดตอนสิ้นฤดูด้วยค่าตัว 24 ล้านปอนด์ แต่ทว่าปัญหาในกลุ่มยี่ห้อค้างคาวก็ไม่นับว่าเป็นช่วงที่สม่ำเสมอซักเท่าไหร่

ที่เมสตาย่า เขามีปัญหากับกุนซือ นูโน่ เอสปิริโต้ และไม่ได้ลงไปในสนามมากมายซักเท่าไหร่ ซึ่งเป็นเรื่องทำนองเดียวกับที่เอติฮัด เมื่อเปเยกรีนี่ดูเหมือนจะไม่ไว้ใจเขาซักเท่าไหร่ หรืออย่างดีก็มีแค่ระยะแรกของฤดูเพียงแค่นั้น

การเปลี่ยนแปลงในชมรมที่เปลี่ยนผู้ฝึกสอนเป็น มึงรี่ เนวิลล์ ให้โอกาสให้เนเกรโด้กลับมาสู่กลุ่ม แม้กระนั้นก็แค่เวลาสั้นๆเมื่อกลุ่มส่งผลงานไม่เป็นที่น่าพอใจ ทำให้อดีตกองหลังกลุ่มชาติอังกฤษโดนเฉือนในเวลาถัดมา

พอๆกับ 2 ปีข้างหลัง เส้นทางลูกหนังของเนเกรโด้ไม่ราบรื่นเท่าที่หวัง แล้วก็เมื่อมิดเดิ้ลสโบรช์ติดต่อให้กลับมาพรีเมียร์ลีกอีกที เขาจึงตอบตกลง เนื่องจากว่ามั่นใจว่าเขาน่าจะอยู่สู้ต่อ แทนที่จะกลับไปอยู่ที่บ้านเมื่อ 2 ปีก่อน

แม้สถานะของ ''เดอะ โบโร่'' จะต่างกับ ''สิตี้'' ในหลายๆด้าน ทั้งช่องทางประสบความสำเร็จแล้วก็ประสิทธิภาพกลุ่ม แม้กระนั้นเมื่อได้คุยกับ ไอโคนร์ การันก้า กุนซือชาติเดียวกัน เนเกรโด้จึงตัดสินใจเลือกช่องทางลงไปในสนามก่อนเป็นลำดับแรก

นัดเปิดฉากฤดูใหม่ในสีเสื้อราชสีห์แดง เนเกรโด้ทำแต้มสโต๊คได้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แม้จะโดนฟรีคิกของ เซอร์ดาน ชากิรี่ แบ่งแต้ม ส่วนตัวแล้วถือเป็นการเริ่มที่น่าพอใจสำหรับกองหน้าจากแดนวัวกระทิง

สุดสัปดาห์นี้ โบโร่จำเป็นต้องทำศึกทำสงครามดาร์บี้แมตช์แม่น้ำ ''คราวส์-เวียร์'' กับซันเดอร์แลนด์ที่คงจะไม่ต้องบอกว่าเข้มข้นแค่ไหน เนื่องจากว่าเว้นแต่เป็นกลุ่มร่วมแดนอีสาน เจ้าของบ้านยังจำเป็นต้องเล่นให้ถูกใจแฟน รวมทั้งกุนซือ เดวิด มอยส์ ด้วย

สตีเว่น พีที่นาร์ คนสนิทสนมของ เดวิด มอยส์ เซ็นฟรีมาร่วมทัพแมวดำในวัย 34 ปี

ฟาก ''แมวดำ'' อาจยังมีปัญหาให้สะสางข้างหลังเริ่มฤดูด้วยการพ่ายแพ้แมนฯ ซิตี้ 1-2 โดยเรื่องสำคัญเป็นสถานะของ ลามีน วัวเน่ กองหลังจอมแข็งที่ส่อแววต้องการย้ายกลุ่ม

ดาวเตะไอวอรี่วัวสต์ไม่ยินยอมต่อสัญญาฉบับใหม่ที่ซันเดอร์แลนด์มอบให้ ท่ามกลางข่าวโคมลอยกับเอฟเวอร์ตันที่จัดเตรียมยื่นข้อเสนอ 14 ล้านปอนด์มาให้ มากพอที่นายหน้าส่วนตัวออกคำแถลงขอย้ายกลุ่มก่อนเจอเรือใบสีฟ้าด้วย

กระนั้นก็ตาม มอยส์ยังส่งวัวเน่ลงไปในสนามนัดแรก แม้กระนั้นก็ไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น เนื่องจากว่าเจ้าตัวยังยืนกรานต้องการย้ายรัง จนกุนซือเลือดสกอตต์จำเป็นต้องออกมายอมรับสภาพว่าโกเน่จะไม่ได้ลงเตะกับโบโร่ ทั้งลักษณะการเจ็บข้างหลังแล้วก็ปัญหาลึกๆกับชมรม

ไม่เพียงแค่นั้น กลุ่มยังเพิ่งจะปลดปล่อย ยูเนส กาบุล ไปให้วัตฟอร์ดด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์ ทำให้แนวรับเหลือตัวเลือกน้อยลง

ท่ามกลางข่าวไม่ดีก็ยังมีเรื่องมีราวดี เมื่อแมวดำจับตัวได้ สตีเว่น พีที่นาร์ ที่เคยปฏิบัติงานร่วมกับมอยส์มาก่อนที่เอฟเวอร์ตัน แล้วก็มาฝึกทดสอบฝีเท้ากับกลุ่มแมวดำด้วยข้อตกลง 1 ปี

มิดฟิลด์ชาวแอฟริกาใต้ผ่านร้อนหนาวมามากมายในพรีเมียร์ลีก น่าจะช่วยนายเก่าได้พอสมควร ถ้าเกิดไม่บาดเจ็บซ้ำๆเหมือนก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา

ดาร์บี้แมตช์แห่งแดนอีสานนัดนี้อาจไม่ได้ใหญ่โต แม้กระนั้นก็ยังคงสำคัญสำหรับคนจำนวนไม่น้อยในระดับสูงสุดอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

ผีแดงและหงส์แดงพลาด 2 แต้ม

ผลเสมอ 1-1 จากโรงแสดงละครทำให้ปีนี้แดงเดือดแบ่งแต้มกันสองนัดหมายเหย้าและก็เยี่ยมทีแรกนับจากปี 1988 เป็นต้นมา ปกติไม่ค่อยเสมอไปกลับ ต้องมีแพ้ชนะกันสักเกมหนึ่ง
เว้นแต่ตัวเลขนี้…นักสถิติแดงเดือดรับรองว่า เจมส์? มิลเนอร์ รักษาสถิติถ้าเขายิงได้โอกาสจะไม่แพ้ไปอีก 46 นัดหมาย (ชนะ37)เช่นเดียวกันกับการลงเล่นของ ไมเคิลFun88คาร์ริค ในปีนี้ยืดเป็น 17 นัดหมายแล้วที่แมนฯยูไนเต็ด ไม่แพ้คนใด
ที่ถือว่าโชคดีของชาวหงส์เป็นประตู 250 สถิติใหม่ของ เวย์น รูนีย์ ไม่เกิดขึ้นในแดงเดือด ไม่เช่นนั้นโดนจำไปตลอดชีวิต
ก่อนเกมนี้ทิศทาง, กระแส ความพึงพอใจ และก็การฟันธง เอียงเอนไปฝั่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยชัยชนะ 7 นัดหมายรวดในลีก และก็อีกสองในบอลถ้วยรวมเป็น 9 นัดหมายต่อเนื่อง แถมแพ้ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่กับคนใดเรายังนึกไม่ออก
โชเซ มูรินโญ ปรับกลุ่มของเขาได้ดีขึ้นในตอนที่ผ่านไป กลุ่มของเขาไม่แพ้คนใด 16 นัดหมายนับจากแพ้เฟเนห์บาเช ในยูโรปา ลีก แม้กระนั้นสำหรับบอลพรีเมียร์ลีกแพ้ครั้งล่าสุดเป็นเชลซี "หัวหน้าฝูง" โน่นยิ่งทำให้มองภาพเด่นชัดเลยว่า พวกเขาแพ้ยาก พลาดยาก
เสียแค่….โดนแบ่งแต้ม เลยเปลี่ยนเป็นหายสองแต้มจากการเสมอ อันนี้เป็นอะไรที่ มูรินโญ จำเป็นต้องเร่งแก้ไขโดยเร็ว
ไม่เช่นนั้นเป้าหมายอย่างพื้นที่ชปล. หายไป โดยเฉพาะหลังจากแมนฯสิตี้ เสียท่าโดนเอฟเวอร์ตันถล่มเปรอะ 4-0 ทำให้พวกเขาร่วงมาเป็นกลุ่มชั้นห้าในตารางคะแนนนำแมนฯยูฯ 2 แต้ม
ขณะนี้สื่ออังกฤษคาดเดา ฟันธงว่า สองกลุ่มดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ ที่ทุ่มเงินซื้อทั้งนักฟุตบอลและก็จ่ายค่าจ้างผู้ฝึกสอน ได้โอกาสแย่งชั้น 5 กัน ดีเยี่ยมที่สุดของสองกลุ่มนี้เป็นไปชปล. ไม่ใช่ลุ้นแชมป์ กระทั่งจะมีการปรับปรุงแก้ไขผลงาน
แฟนผีเองก็ท้อเช่นเดียวกันในชัยชนะ 6 นัดหมายรวดของพวกเขาแต่ยังย่ำอยู่ที่ 6 อย่างเดิม ต่อให้เกมล่าสุดถ้าหากชนะลิเวอร์พูลได้ บางทีอาจมีหวังไกลกว่านี้แม้กระนั้นก็ยังอยู่ตำแหน่งที่ 6 จนกระทั่งราวกับชัยชนะรวดที่ผ่านมาไร้คุณค่าอะไร
ความเป็นจริงมันก็มีค่า…แม้กระนั้นเป็นเนื่องจากต้นซีซั่นทำแต้มหกร่วงไปมากมาย ทำให้ 18 คะแนนในการชนะรวดมันจึงยังคงที่ ชั้นคงที่แม้กระนั้นถ้ามองมุมบวก "ช่องว่าง" ลดลงไปมากมาย จะว่าไปพวกเขาห่างจากเชลซี 12 คะแนน
เป็นกลุ่มเดียวที่ทิ้งห่างจนกระทั่งแทบหมดโอกาสไล่…แม้กระนั้นชั้น 2 นั้นยังมีหวังครับ
พวกเขาห่างสเปอร์ส, หงส์ 5 แต้ม ผมว่าไล่ง่ายดายเสียยิ่งกว่า และก็คิดไปทีละลำดับขั้นเป็นขณะนี้ไล่สองกลุ่มนี้ให้ใกล้และก็หาโอกาสแซง มันยังมีเวลาอีก 17 นัดหมาย ผมมั่นใจว่า "ปีศาจร้ายแดง" มีโอกาสมากกว่าชั้น 4 อย่างที่สื่ออังกฤษมองและก็ฟันธงกัน ผมยังไม่ตัดชื่อทั้งแมนฯยูฯ และก็แมนฯสิตี้ทิ้ง
ขณะนี้เป้าหมายสองกลุ่มนี้เป็นลดช่องว่างกับกรุ๊ปลุ้นแชมป์ลงก่อน แล้วค่อยรอดูว่าสถานการณ์และก็ฟอร์มของพวกเขาจะไปถึงไหนเมื่อหมดมีนาคม ผมว่าสื่ออังกฤษใจร้อน แม้กระนั้นเข้าใจมุมมองที่มากประสบการณ์ของพวกเขาที่ติดตามฟุตบอลมาเป็น 30-40 ปีตลอดชีวิต
ก็แค่…ผมแค่ไม่มั่นใจว่าเราจะไปกาชื่อสองกลุ่มดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ออกจากกรุ๊ปหัวหน้า ขอรอดูอีกสักระยะ เนื่องจากช่วงสองเดือนจากนี้เป็นช่วงทำแต้ม เร่งเครื่องไงครับ มันเป็นช่วงที่น่าสนใจอย่างมากต่อเป้าหมายของพวกเขา
โน่นเป็นอนาคต…แม้กระนั้นอดีตกาลที่พึ่งจบลงไปหมาดๆกับศึกแดงเดือดที่ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยกล่าวขานว่าสนุก เร้าใจ ตื่นเต้น ไม่เคยรู้คนใดชนะหรือแพ้ ต่อให้ 10 นาทีในที่สุดในระหว่างที่หงส์แดงนำ 1-0 ซึ่งผมคิดว่า พบร คลอปป์ ไม่เซอร์ไพรส์ มูรินโญ เลย
การถอนตั้งรับ….เพื่อรอสวนกลับ ไม่น่าจะเป็นทางออกที่มาเล่นแดงเดือดแล้วคุณต้องการชนะ

โอเค…ก่อนเกม "ปีศาจร้ายแดง" เหนือกว่าด้วยฟอร์มนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่าเพราะเหตุไรแวดวงลูกหนังบ้านเรา บรรดาเซียน เกจิ ต่างพากันถือหางแมนฯยูฯ มากกว่าลิเวอร์พูล กระทั่งตัวผมเองยังคิดว่า โอกาสกลับไปอยู่ที่บ้านมือเปล่ามีสูง เต็มที่ก็เสมอ
นักฟุตบอลชุด 11 คนแรกผ่านการกลั่นกรองจาก มู มาแล้วเพื่อพบลิเวอร์พูลในระบบ 4-3-3 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาร์กสิยาล, อิบรา, มคิทาร์ยาน เป็นสามแนวรุกข้างหน้า คาร์ริค, เอรรา, ป๊อกบา เป็นสามแดนกลาง ข้างหลัง โรโฮ กลับมาฟิตทันคู่ ฟิล โจนส์ แบกซ้ายแปลง ดาร์ภรรยาน ลงเล่น
ขณะที่ พบร คลอปป์ ไม่ใช่ ดาเนียล สเตอริดจ์ อย่างที่คาดเดากัน โอริกิ, ฟีร์มีโน และก็ ลัลลานา ยืนสามแนวรุก เนื่องจากเขาต้องการใช้แดนกลางสู้ การมี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน มาช่วยแดนกลางทำให้ เอมเร ระเบียง กับ จินี ไวนัลดุ้ม ดูปฏิบัติงานง่ายขึ้น
ระบบการเล่นออก 4-3-3 แม้กระนั้นแทกติกที่ใช้เป็นรับแล้วรอสวน ไล่เพรสสิง แดนหน้าบ้างตามจังหวะ เพรสสิงแดนกลางบ้าง ถอยคุมโซน อันนี้ส่วนมาก รอแมนฯยูฯ พลาด เกมในช่วงหลังช่วง 25 ท้องนาทีแรกจึงออกเบียด

กระทั่งความผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อของ ปอล ป๊อกบา ที่ทำแฮนด์บอล เลยโดน ไมเคิล โอลิเวอร์ เป่าจุดโทษ เนื่องจากมันซึ่งๆหน้า ไม่มีใครเถียงได้ และก็ใสสะอาด มิลเนอร์ รับฆ่าไม่พลาดเป้า นี่ก็ 10 ประตู เข้าไปแล้ว
หงส์นำ 1-0 นาทีที่ 27 โน่นยิ่งทำให้การครองบอลของปีศาจร้ายแดงมีมากกว่า แม้กระนั้นยิงจังหวะแรกเข้ากรอบเป็นช่วงท้ายครึ่งแรกโน่น ฟรีคิกของ สลาตัน อิบราฮิโมวิช แม้กระนั้นวันนี้ มินโญเลต์ หรือ มินนี ดันผีเข้า
เซฟลูกยากได้…แล้วก็จังหวะหลุดลำพังของพี่ชาย มิคกี้ ที่ยิง ติดมือเขาออกไป
การควบคุมเขตโทษ คุ้มครองปกป้องฟรีคิกและก็เตะมุม มินนี ทำได้ดีพอเหมาะพอควร ไม่มีลูกเหวอ หรือเปิดเผย ลองสลับกันถ้าเป็น ไอ้หล้อ คาริอุส ผมว่าคงจะโดนลงโทษ ซึ่ง คาริอุส ต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับบอลอังกฤษ อีกสักพักใหญ่ๆอย่างน้อยบางทีอาจจะหนึ่งซีซั่นนี้มิโญเลต์ ทำให้หงส์ไม่โดนตีเสมอในครึ่งแรก
ช่วงหลัง มูรินโญ ตกลงใจแปลง คาร์ริค ออก ใช้ เวย์น รูนีย์ ลงไปในสนาม แล้วถอน ป๊อกบา ต่ำมายืนกลางกลับ เอรรา ปรับระบบ 4-2-3-1 มีตัวรุกสนับสนุน อิบรา เพิ่มมากขึ้น
ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ อิบรา ไม่ได้บอลมากสักเท่าไหร่ เขาต้องถอนต่ำมาหาโอกาสเล่นเอง ซึ่งทำได้ดีด้วย ในจังหวะให้บอล แม่นและก็ได้เปรียบ ก็แค่จังหวะในที่สุดผีไม่คมในเกมนี้ บอลผ่านหน้าปรีะตูไปๆมาๆ
ถามว่าเกมออกเบียด และไม่ห่างกันมาก ตามแทกตำหนิกที่ หงส์ รับคุมโซน ผีมานะเดินเกมรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนาทีที่ 50-60 บีบคั้นหงส์ได้มาก เกมรุกของหงส์นั้นไม่รุดหน้า แทบไม่ได้โต้เลยครับ จนกระทั่ง คูตำหนินโญ ลงมานั่นแหละที่ ผี บุกไม่ได้
แถมการเปลี่ยน มาต้า ลงมาทำให้เกมผีแผ่วไปเลย เปลี่ยนเป็นหงส์ได้เล่นบอลเพิ่มมากขึ้น คุมเกมเพิ่มมากขึ้น แถมมีจังหวะโต้ สวยๆสองสามครั้ง แม้กระนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ความไม่เนี้ยบ ไม่ละเอียดในการรับส่งบอล ดันมาเกิดขึ้น
ทั้งที่แดนกลางนั้น ป๊อกบา เล่นน้อยกว่ามาตรฐาน เปลี่ยนเป็นส่วนเกินของแทกตำหนิกนัดหมายนี้ เล่นไม่ได้เลย มานะครองบอลก็โดนรุมแย่ง จ่ายบอลขาดๆเกิน หมดประโยชน์นานถึง 15 นาที เกมแมนฯยูฯ ไม่รุดหน้ามากกว่าต้นช่วงหลัง
จนกระทั่ง มูรินโญ ต้องใช้ทีเด็ด ลูกโด่งของ เฟลไลนี ลงมาช่วง 15 นาทีในที่สุด ถอด ดาร์ภรรยาน ออก และก็บอมบ์ลูกโด่ง เพื่อบีบคั้นกองหลังหงส์ให้พลาด ซึ่งในจุดนี้ ตั้งแต่ดูหงส์ปีนี้มา ทุกนัดหมาย ใน 21 นัดหมาย เมื่อใดก็ตามที่กองหลัง เกมรับโดนบีบคั้น
ทั้งเสียแบบมีเหตุมีผลและก็ไม่มีเหตุผล ราวกับเกมล่าสุดที่ คลอปป์? มานะ รักษาพื่นที่แล้วรอสวน แม้กระนั้นสวนไม่ได้ เนื่องจากบอลไม่แม่น ไม่คมเพียงพอ ทำให้โดนบีบคั้นให้ต่อกรกับลูกโด่ง ผีจะออกข้าง ย้ำฝั่ง วาเลนเซีย ที่เร็ว และก็เปิดบอลเข้าไปบีบกองหลังหงส์ยืนห่างสักก้าวสองก้าว สักครู่รู้่เรื่อง

จริงๆครับ..ประตูตีเสมอ 1-1 นาทีที่ 84 มันมีเหตุมีผลในการเสียและก็มาจากความสะเพร่าในการป้องกันของหงส์แดง
คลาวาน ตามติด เฟลไลนี ห่าง ทั้งที่รู้ว่าหมอนี่ สูง แม้กระนั้นยืนห่าง ยิ่งทำให้คุ้มครองปกป้องยาก เฟลไลนี โหม่งบอลสลัดไปชนเสา หลุดไปเข้าทาง วาเลนเซีย ที่ถึงบอลก่อน จินี ไวนัลดุ้ม ซะอีก ริมเส้นข้างหลังแล้วความนิ่งของ วาเลนเซีย ทำให้เขาหยอดเข้าพบ อิบรา
ความเชี่ยวชาญของ อิบรา เป็นย่อตัวโหม่งให้โด่งและก็ย้อย เนื่องจากจังหวะนั้น กองหลังกับประตู หงส์แดง ยืนกันมั่วไปหมด และก็นั่นแค่ 10 หลา ความกว้างของประตูมีมากมาย การโหม่งย้อยของเขา มันเป็นการได้เปรียบในจุดนั้น
คิดอะไรไม่ออกบอก อิบรา ชั่วโมงนี้ เขาเป็นคนที่ช่วยตัดสินประตูสำคัญให้ผี ด้วยความสามารถส่วนตัวของเขาเอง
1-1 ในเวลานั้น ยังมีเวลาให้แมนฯยูฯ คิดชนะได้เลย และก็พวกเขาก็ต้องเสี่ยงกับการโดนสวนกลับ ซึ่งก็โดนจริงๆด้วย แม้กระนั้น จินี ที่รับบอลในเขตโทษจาก เอมเร ระเบียง ดันคืน เดเคอา สงสัย มึนกับเกมมั้งครับไม่น่าจะเรียกว่ายิงประตู มันเป็นการคืน เดเคอา มากกว่า
ผลเสมอ 1-1 มูรินโญ ไม่ชอบใจอีกแบบเนื่องจากเป้าหมายเกมนี้เป็นชนะ ขณะที่ คลอปป์ ไม่ชอบใจอีกแบบเนื่องจากแทกตำหนิกของเขาวางมาแล้วเล่นใช้ได้ ในแง่ทำลายเกมแมนฯยูฯ ได้เป็นส่วนมาก ลดโอกาสของ อิบรา และก็ มิคกี้ ลง เพื่อกองหลังแบกรับภาระน้อยสุด
มันใช่เลย….อิบรา กับ มิคกี้ ได้โอกาสน้อยมากในการลุ้นประตู แม้กระนั้นจุดที่แมนฯยูฯ ได้ประตูมาจาก ลูกโด่งที่มี เฟลไลนี นำกลุ่มในเขตโทษ ไม่ใช่อันตรายจาก อิบรา และก็ มคิทาร์ยานคลอปป์ จึงไม่ชอบใจกับผลเสมอ จากผลงานในสนามที่เขาคิดว่าดีมากกว่า
จุดนี้ผมเห็นด้วยกับ คลอปป์ การเล่นเกมตามแทกตำหนิกของหงส์แดง ทำได้ดีมากกว่า ในสัดส่วนของการรับแล้วรอสวน เล่นเพื่อทำลายคุณภาพ อิบรา กับ มิคกี้ ซึ่งโดนตัดทิ้งไปจากเกม ซะเป็นส่วนมาก
ก็แค่สิ่งที่เห็นชัดเป็น ถ้าคาดหวังว่าจะชนะ แมนฯยูฯ ให้ได้ หงส์แดงต้องมีความเนี้ยบในการเล่นมากกว่านี้
เอมเร ระเบียง ….ยังมั่วๆซั่วๆอย่างเดิม เลี้ยงติด ส่งผิดจังหวะ เล่นบอลไม่เข้ากันเพื่อนฝูง เฮนโด ให้อภัยเ้พราะหายกลับมา แม้กระนั้นมีส่วนในเกมมากมาย จินี ไม่เปรี้ยงปร้างอย่างที่คิด ข้างหน้า โอริกิ นี่หนักเลย บุกได้น้อย
เป็นกลุ่มคลอปป์ เบรกและลดคุณภาพนักฟุตบอลผีก้าวหน้าพอประมาณ แม้กระนั้นเมื่อคิดถึงการเล่นเกมรุก กลับขาดคุณภาพไป ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยบ่นถึง มาเน ซึ่งแน่ๆ ผมเห็นด้วย ถ้ามี มาเน่ อยู่ คุณภาพเกมรุกจะดีมากกว่านี้ ด้วยเนื่องจาก อดัม ลัลลานา จะลงมาเล่นแดนกลาง เอมเร ระเบียง จะเป็นตัวสำรองแม้กระนั้นไม่เป็นประโยชน์ไประลึกถึงนักฟุตบอลที่ไม่ได้ลงไปในสนาม
กลุ่มคลอปป์ เล่นได้ตามแทกตำหนิกของเขา แม้กระนั้นมันไม่ดีพอที่จะชนะแมนฯยูไนเต็ด ที่ฟอร์มรุนแรงได้ แม้ มูรินโญ จะมานะบอกข้างหลังเกมว่า ผีบุก หงส์ รับ เขาอาจลืมหรือละเลยไปว่าเมื่อต้นซีซั่นที่แอนฟิลด์แมนฯยูฯ รับแบบหยุดรถบัสในช่วงหลังเลยด้วยซำ้ เพื่อลดคุณภาพของ มาเน, ฟีร์มีโน, คูตำหนินโญไม่ว่าใดๆก็ตาม ทั้งคู่กลุ่มไม่ดีพอที่จะเอาชนะซึ่งกันและกัน
แฟนบอลุ้นกันเครียดเนื่องจากกลัวเสียประตู กลัวแพ้ ในแต่ละครั้งที่ขึ้นบอล แม้กระนั้นความเป็นจริง มันเป็นเกมที่ไม่มีคุณภาพอะไร ราวกับที่ มูรินโญ บอก ถ้าหากเรานับจังหวะการส่งบอล ผิดพลาด, การเลี้ยงที่ไม่รับประทานตัวกันกล้วยๆ
ไม่ใช่เกมที่มีคุณภาพฟุตบอล แม้กระนั้นเป็นเกมที่สนุกในความหมายของแดงเดือด เนื่องจากบอลไปเร็ว สองกลุ่มสลับกันเสียบอลในแดนกลางด้วย ไม่ราวกับแดงเดือด สมัย มอยส์, ฟาน กัล ที่ขาดความเร้าใจในเกมหลังจากแบ่งแต้มกันทำให้ แมนฯยูไนเต็ด ลดช่องว่างกับกรุ๊ปนำไม่ได้ยังอยู่ที่ 6
       

ชิชาริโต้ รีเทิร์น ปีศาจแดง

ฤดูนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับเกมรุกของตนเองอย่างรุนแรง
เมื่อจะบอกว่าปัญหาในเกมรุกของกลุ่มภูติผีแดงอยู่ที่กองหน้าก็คงบอกได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก ในเมื่อหัวหอกมหาประลัยอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังคงซอยตาข่ายได้อย่างต่อเนื่อง
ปัญหาคือเมื่อไม่มีดาวยิงวัย 35 กะรัตผู้นี้ หรือเมื่อใดก็ตามที่คุณพี่เขาทำฟอร์มตก – เล่นไม่ออก เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะอัตคัดขึ้นมาทันที
นอกจากกองหน้าตัวหลักอย่าง "อิบรา" แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ยังมีผู้เล่นประเภทหัวหอกอยู่ในแผนกล่าสังหารอีก 2 หน่วยเป็นมาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล แต่ทว่าในตอนนี้ดูเหมือนกับว่าทั้งสองจะกลายพันธุ์เป็นตัวรุกริมเส้นหรือกองหน้าครึ่งปีกไปซะแล้ว เมื่อถูกจับมายืนเป็นกองหน้าก็ชอบเล่นไม่ออก – ยิงประตูมิได้ด้วยเหตุนั้น & ฉะนี้
ก็เลยเดาได้ไม่ยากว่าตำแหน่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังต้องการด่วนในฤดูหน้า เป็นนักฟุตบอลประเภทดาวถล่มประตูนี่แหละกองหน้าระดับตีนพระกาฬหลายรายนามก็เลยถูกสื่อในเมืองหลวงที่ลูกหนังจับมาสังวาสกับภูติผีแดงอย่างสนุกครึกครื้นไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ เคน, โรเมลู ลูกากู, ปีเครื่องปรับอากาศ เอเมอริค โอบาเมยัง และก็โดยไม่เว้นแม้แต่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้จนกระทั่งวันก่อน โชเซ่ มูรินโญ่ ก็พูดถึงกองหน้าคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นอดีตผู้เล่นสายพันธุ์อสุรีสยองนี่แหละฮาเวียร์ เอร์นานเดซ หรือที่ราษฎรรู้จักเขาในนาม "ชิชาริโต้"
ที่ปรึกษาจอมหยิ่งให้สัมภาษณ์หลังจบเกมที่ทำเป็นเพียงแค่เสมอในบ้านตนเอง 2 นัดติดต่อกันประมาณว่าด้วยแนวทางเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด และก็ทุ่งนาต่อไปนี้ ด้วยการพาบอลเข้าไปหาจังหวะจบในกรอบเขตโทษได้เป็นอย่างมาก แม้เขามีกองหน้าอย่าง ชิชาริโต้ เป็นลูกทีม นักฟุตบอลชาวจังโก้เก๋ผู้นี้น่าจะทะลวงตาข่ายได้โดยประมาณ 15-20 ประตู ต่อฤดู
สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ที่บอกว่าตอนเข้ามารับตำแหน่งพ่อใหญ่ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ใหม่ๆเขาพบว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ปล่อยผู้เล่นที่ไม่ควรจะปล่อยออกจากกลุ่มไปคนจำนวนไม่น้อยหนึ่งในนั้นเป็นเจ้าของสมญา "ถั่วน้อย" ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขายให้ เลเวอร์คูเซ่น เมื่อฤดู 2015-16 พูดถึง "ชิชาริโต้"
เขาโชว์ฟอร์มได้กระฉูดแตกมากที่สุด ตั้งแต่ฤดูแรกที่พึ่งจะเลื้อยก้นจาก เม็กซิโก มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆโดยที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก
ฤดู 2010-11 นักฟุตบอลที่สหายร่วมกลุ่มเรียกสั้นๆว่า "ชิชา" ซ้ำๆไป 20 ประตูในทุกรายการ โดยแบ่งเป็น 13 ประตูบนเวทีพรีเมียร์ลีกช่วยทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แชมป์ลีกสูงสุดเป็นยุคที่ 19 รวมทั้งได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เวมบลี่ย์
ถึงจะยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างถาวรไม่เป็นผลสำเร็จก็จริง แต่เมื่อลงมาเป็นตัวสำรองแล้วมักทำประตูได้ไม่ได้แตกต่างจากอาวุธลับของภูติผีแดงราวกับที่กาลครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยมี "ซูเปอร์ดูดซึม" อย่าง โอเล่ กุนร์ ทุ่งนา โซลชา

ฤดูต่อมา "ถั่วน้อย" ยังคงรักษามาตรฐานในการทำประตูของตนเองเอาไว้ได้ แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างราวกับฤดูแรก เขากดไปอีก 10 ดอกในพรีเมียร์ลีก ก่อนจะทำเป็นอีก 10 ประตูในฤดู 2012-13
เพียงแม้พิจารณาให้ดีจะพบว่าในฤดูท้ายที่สุดที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการกลุ่มภูติผีแดง – คุณพ่อมึงเริ่มใช้บริการของ "ชิชาริโต้ น้อยลงไปเรื่อยๆ อย่างหนึ่งอาจเพราะการเข้ามาของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ขณะที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ยังเป็นกองหน้าชนิดหมูเดือดเหมือนเดิม แต่อีกประการหนึ่งก็คือฟอร์มการเล่นของ ชิชาริโต้ ที่ตกลงไปด้วยเหมือนกัน
ฤดูท้ายที่สุดของคุณพ่อ ดาวเตะที่มีชื่อเต็มว่า ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียง 9 นัดเพียงแค่นั้น
เมื่อ เดวิด มอยส์ เข้ามาแทนที่ท่านเจ้าคุณเฟอร์กี้ – ที่ปรึกษาภูติผีแดงคนใหม่ก็ไม่ค่อยใช้งาน "น้องถั่ว" สักเท่าไหร่ โดยในฤดู 2013-14 เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียง 6 นัดเพียงแค่นั้น (ลงเป็นสำรอง 18 นัด) สถิติการถล่มตาข่ายก็เลยลดลงอย่างฮวบฮาบ เหลือเพียงแค่ 4 ประตูเพียงแค่นั้น เฉพาะในพรีเมียร์ลีก
เมื่อแปลงแม่งานอีกครั้งเป็น หลุยส์ ฟาน กัล – แมนฯ ยูไนเต็ด ไปคว้ากองหน้าคนใหม่ที่ชาติกำเนิดสูงขึ้นมากยิ่งกว่าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา มาร่วมกลุ่ม คุณลุงอ้วนมึงก็เลยตัดสินใจปล่อย "ถั่วน้อย" ผู้สวยของแฟนคลับให้ เรอัล มาดริด ยืมตัวไปใช้งานตลอดทั้งฤดู 2014-15
ชิชาริโต้ ลงเล่นให้ "พระราชาชุดขาว" ทั้งผอง 33 นัด ยิงได้ 9 ประตู (ทุกรายการ) แม้คิดว่าชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนม้านั่งสำรอง การยิงได้ 9 ประตูก็นับว่าไม่น่าสะอิดสะเอียนสักเท่าไหร่
แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เลยดึงกองหน้าสายพันธุ์จังโก้เก๋ผู้นี้กลับมาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้งในฤดู 2015-16 ซึ่งเขาได้ลงเล่นเป็นตัวสำรองทั้งผอง 3 นัด จนกระทั่ง…ฟางเส้นท้ายที่สุด เมื่อตะบันบ่ายแก่ๆลงมา ถุย! จนกระทั่งในเกมเพลย์ออฟ รอบคัด ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พวกพ้องภูติผีแดงออกไปเยือน คลับ บรู๊ซ
"ชิชา" ถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรอง หลังจากกลุ่มตนเองนำห่าง 4-0 ก่อนจะได้จุดโทษ แต่คุณพี่เขาดันสังหารพลาดง่ายๆซะอย่างงั้น!
ภาพที่ หลุยส์ ฟาน กัล ทำหน้าราวกับถูกดึงขนก้นพร้อม 8 เส้นพลางหันไปสบตากับผู้ช่วยอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ บนม้านั่งสำรอง เหมือนไม่อยากเชื่อสายตาที่ ชิชาริโต้ ยิงจุดโทษไม่เข้าถูกเผยแพร่ไปทั่วทั้งโลกในระบบโซเชี่ยล
แล้วหลังจากนั้นคุณลุงอ้วนเหน็บเขมือบส์แกก็ตัดสินใจปล่อยกองหน้ากลุ่มชาติเม็กซิโกผู้นี้ให้ เลเวอร์คูเซ่น ไปในราคาเพียงแค่ 7.3 ล้านปอนด์
"เด็กผี" ส่วนใหญ่อาจเสียดาย แต่ขูดความจำได้ว่าไม่ถึงกับอาลัยอาวรณ์หรือห่วงใยอะไรจำนวนมาก เพราะระยะหลังๆฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงน้อยและก็ยิงน้อย แถมยังถูกปล่อยให้กลุ่มอื่นยืมตัวไปหนึ่งฤดู

บนเวทีบุนเดสลีการาวกับกลับมาเกิดใหม่ใหม่ เมื่อฤดูแรกกับ เลเวอร์คูเซ่น "น้องถั่ว" ยิงได้ถึง 20 ประตู จากการลงเล่น 46 นัดในทุกรายการเริ่มมีเสียงบ่นโชคร้ายให้ได้ยินส่วนฤดูนี้ ชิชาริโต้ ลงเล่นไปแล้ว 32 นัด โดยยิงไป 12 ประตูในทุกรายการรวมลงเล่นให้ เลเวอร์คูเซ่น ไปแล้วทั้งผอง 72 นัด ยิง 38 ประตู ซึ่งนับว่าเป็นค่าถัวเฉลี่ยในการทำประตูที่สูงพอเหมาะพอควร เป็นยิงได้ 1 ประตูในทุกๆ2 นัดเทียบกับตอนอยู่ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่น 157 นัด ยิงได้ 59 ประตู คุณจะพบว่าสถิติและก็ค่าถัวเฉลี่ยนในการถล่มตาข่ายสูงขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นการกลับมาเกิดใหม่ใหม่ของ ชิชาริโต้ บนเวทีบุนเดสลีกา-เยอรมัน บรรดาผู้อุทิศวิญญาณให้ภูติผีแดงก็ออกอาการอาลัยอาวรณ์ & ห่วงใย ขึ้นมาทันที ประมาณว่าโชคร้ายพลางชื่นชมที่ปรึกษาภูติผีแดงคนเก่าว่า "เอ็งขายออกไปได้ยังไงขอรับ…ไอ้หอก!" ดังนั้นไม่ควรต้องถามบรรดาแฟนผีว่าอยากได้ดาวเตะผู้นี้กลับมาหรือไม่? คำตอบส่วนใหญ่คงแบบเดียวกันนั่นแหละคือ "เอานะ" (สำหรับค่าตัวก็คงไม่แพงน่าสะอิดสะเอียน แต่คงสูงขึ้นมากยิ่งกว่าที่ขายออกไปแน่ๆ) สมมุติว่าย้ายกลับมาจริงๆถามคำถามว่า ชิชาริโต้ จะแก้ตอบโจทย์ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้หรือไม่?…ว่าแล้วมาทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ
"ชิชา" จัดเป็นผู้เล่นที่ความสามารถความรู้ความเข้าใจเฉพาะตัวค่อนข้างต่ำ เขาไม่ค่อยมีคุณลักษณะในการกระชากบอลหนีคู่แข่งหรือเลี้ยงกินตัวคู่แข่ง – จับบอลก็กระโดกกระเดก จ่ายบอลก็ไม่ค่อยถูกต้องแม่นยำสักเท่าไหร
คุณลักษณะเด่นหรือจุดขายเพียงแต่จุดเดียวเป็นการทำประตูในกรอบเขตโทษ เขาเป็นผู้เล่นที่มีวิญญาณเพชฌฆาตพอๆกับสัญชาติญาณนักฆ่า โดยเป็นกองหน้าที่จัดอยู่ในประเภท "สุนัขจิ้งจอกในกรอบเขตโทษ"พูดง่ายๆว่าเกิดมาเพื่อกระทุ้งประตูเพียงอย่างเดียวปัญหาคือแม้ฟอร์มตกเมื่อใด หรือสหายร่วมกลุ่มไม่อาจจะเปิดป้อนบอลเข้าไปให้ทำประตูได้มากเพียงพอ เขาก็จะจำแลงเป็นสากที่หมดประโยชน์ทันที โดย 12 นัดล่าสุดที่ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด – ชิชาริโต้ ยิงได้เพียงแค่ 1 ประตูเท่านั้นเองโน่นอาจเป็นเหตุผลที่บอกว่าเพราะเหตุไร หลุยส์ ฟาน กัล ถึงไม่คิดจะใช้บริการของ "น้องถั่ว" เฉพาะอย่างยิ่งในฟุตบอลยุคใหม่ที่กองหน้าควรมีส่วนร่วมกับเกม และก็จำต้องทำอะไรให้ได้มากกว่าการ "รอยิง" เพียงอย่างเดียว
ต่อเมื่อตกเป็นข่าว บรรดาสื่อในอังกฤษมานะนำเสนอแต่สถิติที่สวยหรู อย่างเช่นการยิงได้หลายประตู โดยแกล้งไม่บอกว่าในฤดูนี้มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พี่มึงยิงมิได้ต่อเนื่องกันถึง 16 นัดเลยทีเดียว
ที่สำคัญเป็นสมรภมิหน้าแข้งพรีเมียร์ลีกมีความเล่นยากกว่า             บุนเดสลีกา การยิงกระจายในลีกสูงสุดของเยอรมันก็เลยอาจมิได้หมายความว่าจะยิงกระจายในลีกสูงสุดของอังกฤษ
ตอนนี้อายุของ "น้องถั่ว" พึ่งจะ 28 ขวบเท่านั้นเองขอรับ เรียกว่าอยู่ในช่วงพีคของอาชีพล่าตาข่าย สมมุติว่าเอากลับมาจริงๆมันก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญอะไร ขายไป 7.3 ล้าน ถ้าหากขอซื้อกลับมาสัก 15 ล้าน รู้เรื่องว่า "เจ้าของห้างขายยา" ก็คงไม่กล้ายักไหล่ใส่
ชิชาริโต้ อาจไม่เหมาะสมกับแนวทางการเล่นฟุตบอลแบบเน้นย้ำการครอบครองของ หลุยส์ ฟาน กัล สักเท่าไหร่ เพราะต่อหนึ่งเกมอาจมีจังหวะจบในกรอบเขตโทษน้อยไปหน่อย แต่น่าจะเหมาะกับทางของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ทำให้ภูติผีแดงเปิดเกมบุกใส่คู่แข่งอย่างรวดเร็วและก็น้อยจังหวะมากกว่าบนความสนุกสนานร่าเริงมากเพิ่มขึ้น

ครึ่งฤดูกาลของโชเซ่ มูรินโญ่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก เพราะเหตุใดน่ะหรือ ? เพราะเหตุว่าประวัติศาสตร์ของสมาคมนี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานปัจจุบันคือพลาด พลาดที่ไม่สามารถเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่ารังเกียจ แต่ควรทำได้ดีมากยิ่งกว่านี้ โดยมองดูจากทีมกำลังลงตัวและทำผลงานเจริญ
ตอนเปิดตัวเมื่อกรกฎาคม พวกเราแทบมองไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบชื่นใจเลย เพราะเหตุว่าเขาอาจตระหนักดีว่าการมารับงานที่สมาคมนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือให้คำมั่นทึ่มๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์โน้นแชมป์นี้
"ผมถามตนเองว่า : เพราะเหตุใด ในปีข้างหลังๆสิ่งต่างๆไม่ได้สวยอย่างเคยเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่แจ้งชัดคือ บอลแปรไปมากมาย และการประลองไม่ได้เหมือนเมื่อ 10-20 ปีก่อน มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครองความใหญ่โตอยู่ทีมเดียว ผมทราบกันดีอยู่แล้ว ผมรู้ว่างานผมจะยาก"
"ถ้าคุณคิดออกหนแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมไม่ได้ผยองเลย ผมรู้ว่าคำกล่าวผมมันเป็นความเสี่ยงเมื่อผมพูดว่า : "ผมต้องการให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ในขณะนี้" แต่ผมคิดว่า ถึงในขณะนี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะเป็นอย่างไร คุณก็จะต้องพูดอย่างงั้น แต่ผมรู้ว่ามันยาก"
"ผมรู้ว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีข้างหลัง ผมรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่สมาคมอื่นๆแต่ผมก็ยังต้องการเปิดให้สัมภาษณ์อย่างนั้น เพราะเหตุว่าผมมีความรู้สึกว่ามันถูกต้อง"
นี่คือการพูดของคนที่ตระหนักรู้ มีสติสัมปชัญญะครบสมบูรณ์ มูรินโญ่ไม่ได้ผยองอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขาทราบว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวคือจะต้องได้แชมป์ ไม่ว่าทีมในขณะนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม และเขารู้ว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมต้องการ ผมเลือกอยู่กับสมาคมที่ผมต้องการไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททุกสิ่งที่ผมมี ผมไม่สามารถให้อะไรได้มากกว่านี้แล้วในด้านของ เวลา, ความกระหาย และความขมักเขม้น ผมแฮปปี้กับตนเอง"
"ถ้าผมวิเคราะห์ตนเอง ผมมีตอนบรรลุเป้าหมาย ที่ผมได้แชมป์มากไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ผมไม่ได้เป็นสุขสุดกำลังกับสิ่งที่ผมเคยทำในตอนนั้น ผมคิดว่าผมสามารถทุ่มเทมากกว่านั้น และทำอะไรให้ดีมากยิ่งกว่านั้นได้ แต่ในเวลานี้ ผมมความสบายกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมรู้ว่าผมกำลังไล่ล่าความสบายอย่างที่สุดในบอลอยู่ นั่นคือพาทีมชนะและได้แชมป์"
แสดงว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด และเชลซี 2 รอบ ที่เขานำทีมได้แชมป์มาตลอด แต่เขากลับรู้ว่าตนเองยังไม่อิ่ม
คิดว่าตนเองยังไม่สุดกำลังกับการคุมทีม แต่ในขณะนี้เขากลับกล่าวว่า เขากำลังเป็นสุขที่สุด ทั้งๆที่เหตุการณ์และจังหวะการคว้าชัยชนะของปีศาจร้ายแดง ณ เวลานี้ ห่างไกลจากการประสบความสำเร็จ … เพราะเหตุใดถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรคือความทรงจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"พ่อผมถ่ายทอดความหลงใหลในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักเตะ การยกย่องที่ท่านมีให้แก่พวกสมาคมใหญ่ๆนักเตะเก่งๆ"
"ผมคิดออกไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าเจอแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แต่ผมรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับนัดชิงนัดนี้ เพราะเหตุว่ามันเป็นในรุ่นของพ่อผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีม ผมจะต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดในทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (เจอบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"หนแรกที่ผมได้เข้าร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการทีม ผมก็เจอแมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้ง (คุมปอร์โต้ปี 2004) และหนแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความทรงจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดมากไม่น้อยเลยทีเดียวในอาชีพของผมและผมทราบกันดีอยู่แล้วถึงประวัติศาสตร์ของพวกท่าน ผมไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยตอนมาร่วมทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยเรียนรู้เรื่องของสมาคมต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แต่กับตรงนี้ ผมไม่จำเป็นจะต้องทำแบบนั้นเลย"
"ผมรู้เกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจำนวนมาก แม้กระทั้งจนถึงก่อนที่ผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกท่านเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี เปิดฉากทีมชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยุคที่ หลุยส์ ฟาน กาล เป็นกุนซือ และข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หลุยส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีกล่าวว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามแห่งนี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ เวลาที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มตระเตรียมสลับตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "คนอังกฤษกว่า 50,000 คนตะโกนใส่หูผม" และเขากล่าวว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นสมาคมที่เขาพอใจที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามแห่งนี้ก็เคยเป็นความทรงจำไม่มีทางลืมเหมือนกัน
"คุณอาจหวังว่าผมจะตอบอันอื่น แต่ความทรงจำที่แจ้งชัดของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คือเวลาที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 หลังจากนั้นอีก 5 นาทีต่อมาเป็นแดนนรก!!"
"ตามเดิมแล้วถ้าพวกเรายิงประตูในนาที 88 คู่แข่งของพวกเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นอย่างงั้น พวกเรากลับมี 5 นาทีนายทวารพวกเราจะต้องงัดซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสาเด้งไปมา แบ็กซ้ายของผมจะต้องไปยืนคุมเสา พวกเรามีความรู้สึกว่ามันอาจจบไปแล้ว แต่พวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) มีความรู้สึกว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นฝ่ายชนะ ผมจำเสียงดังในขณะนั้นเจริญ"
"ผมมีความรู้สึกว่าเกมมันจบแล้วแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยอมเกมจบลง มันเป็นแดนนรกของพวกเราเลย แดนนรก!!!"
เหตุการณ์ในขณะนี้คือ โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แต่เขาเป็นกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยี่ยมสนามแห่งนี้ในฐานะกุนซือคู่แข่ง คราวนี้เขาเดินลงในสนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราสมาคมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่หน้าอก
"ยินดี ผมมีความภาคภูมิมากมายที่ได้เป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมทีมใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์มากไม่น้อยเลยทีเดียว มีกุนซือยิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่ประหม่าเลย ไม่นิดหน่อย ผมแค่มีความรู้สึกว่า "นี่มันเหมาะสมกับฉันอยู่แล้ว" ผมมั่นใจ และนิ่งมากมาย ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแต่ผมก็ยินดีมากมายเหมือนกัน"
"ในฐานะคู่แข่ง เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณคิดว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกบอล" คุณมองดูไปทั่วสนามแล้วรำพันว่า "ว้าววว" แต่ผมก็เคยคิดว่ามันเหมาะสมกับผมเหมือนกัน"
"ผมรู้สึกยินดีมากมายทุกนัดที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกอย่างงั้น และหวังว่าจะรู้สึกอย่างงั้นไปจนเวลากลางคืนสุดท้ายของผม มันควรเป็นอย่างงั้น ผมเกลียดชังเลยกำหนดผู้เล่นอยู่ตรงนี้ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับสมาคมต่ำลง"
การได้มาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่กล่าวว่าเขาทราบกันดีอยู่แล้วถึงประวัติศาสตร์สมาคมหนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของการมอบโอกาสเด็กจากทีมเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดมอบโอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมรู้ ดาวรุ่งนักเตะที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แต่มีคนที่พร้อม (สำหรับทีมชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูกาลที่แล้ว คนไม่ใช่น้อยคอยโอกาส คนไม่ใช่น้อยมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาหนึ่งที่พวกเขาจำเป็นจะต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีความกดดัน ไม่มีนักเตะชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อรอคอยให้พวกเขาทำผิดพลาด" (ยุคของ ฟาน กาล)
"ทางเลือกก็มีแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ ไม่มีวันเลือกอื่น เพราะเหตุว่ามีนักเตะเจ็บจำนวนมาก"
"เหตุการณ์ต่างไปในฤดูกาลนี้ นักเตะเจ็บน้อยมาก ความคาดหวังในตัวนักเตะก็สูงมากขึ้น"
"ถ้าคุณไปไล่ดูในเรื่องราวดาวรุ่งของสมาคม คุณจะเจอ บางคนที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่ไม่ได้ดีเท่าปีแรกนะ แต่หลังจากนั้นปีที่ 3 ค่อยกระโจนมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่พวกเรารู้จัก"
"มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับดาวรุ่งโดยมาก พวกเขาขึ้นมาหนแรก ไม่เคยทราบสึกกดดัน ไม่เคยทราบสึกถึงความรับผิดชอบ คู่แข่งก็ไม่รู้ เลยโดนเล่นงานแบบไม่ตั้งตัว แต่พวกเราก็ฝึกซ้อมกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ ครั้งคราวบอล มันขึ้นอยู่กับจังหวะ แน่ๆ ทุกคนตรงนี้ทราบกันดีอยู่แล้วถึงหนทางของสมาคมนี้ที่มอบโอกาสดาวรุ่ง"
ดูราวกับว่ามูรินโญ่กำลังทำงานอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นกุนซือขณะนั้น
เขากล่าวว่า เขาไม่ได้อยากโดนแบนอีก เลยมักมองเห็นเขาจะต้องนั่งข้างสนามบ่อยเวลาไปเล่นเกมเยี่ยม เขาพากเพียรอดทนอดกลั้น พากเพียรนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกเป็นสุขกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนกุนซือบ่อยเกินไปแล้วในช่วงหลัง ซึ่งเขายืนยันว่าเขาพร้อมจะอยู่กับทีมไปยาวๆ
"ผมมีข้อตกลง 3 ปี ผมไม่สามารถขอมากกว่านั้นได้ตอนนี้ แต่ถ้าผมบรรลุเป้าหมายตอนนี้ผมอาจขอข้อตกลงเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเพราะเหตุว่าผมต้องการอยู่"
"ผมต้องการอยู่ตรงนี้ มันเป็นสมาคมที่ผมสามารถสร้างความสำเร็จใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมต้องการเวลาสักนิดสักหน่อย ผมมีความรู้สึกว่า 3 ปีก็เพียงพอแล้ว (ในกระบวนการทำทีมกลับมาบรรลุเป้าหมาย)"
"ผมไม่ได้ขอมากกว่านี้ แต่ผมต้องการอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาต้องการ ไม่ใช่เวลาที่ผมต้องการ เพราะเหตุว่าผมไม่ได้อยากจากไปเลย"

กฎอะเวย์โกล…โอเคมั๊ย

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น เว้นเสียแต่จะมีผลให้อ่างจานชามยักษ์เงียบมากโดยมีแต่เสียงโห่ร้องจากบรรดาแขกห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์มีความคิดว่ากฎประตูทีมเยือนที่ออกกันมานั้นมีความไม่ชอบธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นได้ไงทีมที่อุตสาห์ตั้งหน้าตั้งตารัวถึงสามลูก (ทั้งๆที่จากเกมแรกราวเกรียวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกมาจากสารบบเรียบร้อย) จำต้องมาโดนดับโอกาสเพียงแค่การเสียลูกเดียว??

ในเวลานั้นเข็มนาฬิกากระดุกกระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงบางส่วน นั่นหมายความว่าว่าแม่ทัพเสื้อเลือดหมูน้ำเงินจำเป็นต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู ถ้าหากเชื่อว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่ทีมไก่กาตรงไหน นี่คือสโมสรเลขลำดับหนึ่งของประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีความทะยานอยากมุ่งมาดปรารถนาครองเจ้ายุโรปให้จงได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแต่บาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาคงตบเกียร์ห้าถัดไป อย่าลืมว่าจุดบกพร่องคือข้างหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็เสมือนลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วคนใดกันได้มากยิ่งกว่าจะได้รับการยกมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งอกตั้งใจว่าเพื่อให้พวกทีมเยือนไม่เป็นอุดกันเป็นข้อแย้งสำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่ครับ-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคจอดรอบรองชนะเลิศอีกหนด้วยการ''เสมอ'' แอตเลติเตียนโก มาดริดสองนัดหมาย 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่ประเทศสเปนบุกไปแพ้ 0-1 แต่มาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามคำถามว่าเสือใต้สมควรอกหักไม่ได้ไปซาน ซิโร่ตรงไหน??

ปี 2009 คำกริยานักเลงของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา หากยังคิดออก แต่ทว่านั่นแหละทุกคนเข้าใจว่าเป็นคนใดกันก็ขุ่นเคือง ทั้งการเป่าห่วยแตกของเชิ้ตดำจากประเทศนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจำต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆทั้งๆที่สกอร์สองนัดหมายอย่างไรก็ควรจะได้เตะยืดเวลาเพราะเสมอกัน 1-1 ถ้าหากเพียงแค่ข้อตกลงจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์ทีมเยือนพิเศษในกรณีทำแต้มนอกรังได้ หรือจนกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำเป็นดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้เท่ากับบาเยิร์นได้ที่ 3-3 แต่พวกเขาก็ไม่วายจำต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก เพราะจากกฎอะเวย์โกล

แน่นอน แท็กติกก็เลยจำต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยือนประเภทนี้

ปัญหาก็คือว่าทีมที่ได้เฝ้ารังก่อนถ้าหากไม่ได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดควรจะเอาอย่างไรดี เนื่องด้วยหากมัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บความมีชัยก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าในทันที ซึ่งฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำแบบนั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอติเตียนฮัด สเตเดี้ยม เพียงแต่เกมสองไม่สามารถที่จะอาศัยเกมตอบโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของกษัตริย์ชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นคราวแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศเจอะกัน) โดยเหตุผลริเริ่มมาจากเพื่อกำจัดแจงรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เสมอกัน สมัยเก่าจำต้องนึกภาพตามว่ายุคโบราณกาลที่การเดินทางยังไม่สะดวก ระบบต่างๆก็ค่อนข้างล้าหลัง ซึ่งยุคนั้นมีการคำนวณว่าสถิติความมีชัยของทีมเยือนในเวทียุโรปมีแค่ 16% โดยก็พอเข้าใจตามได้ว่ามันตรากตรำต่อการที่ทีมใดก็ตามจำต้องข้ามน้ำข้ามสมุทรไปฟาดแข้งภายใต้ข้อจำกัดของต้นเหตุต่างๆ

ย้อนกลับไปก็เลยมักพบผลที่ชนะกันมโหฬาร อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่กระหน่ำทีมจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 เป็นต้น

นอกเหนือจากนั้น ตามความเชื่อของยูฟ่าคือเพื่อมอบให้กำลังใจต่อทีมที่ไปแพ้มา 3-1 ว่ายังมีหวังมากยิ่งกว่า 2-0!!!

อย่างไรก็ตาม กาลเวลาแปรไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น ขณะนี้การออกนอกประเทศถือว่านอนสอนง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีหน้าที่ที่ทำให้สกอร์ไม่กระจายเท่านั้นอีกแล้ว สถิติของทีมเยือนในยุโรปก็กำชัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมแน่ใจว่าเกมบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนวันพุธ ลองว่าเป็นทีมอื่นก็คงถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลแบบนั้น

ถ้าหากนั่นคือบาร์ซ่าที่อุดมพรั่งพร้อมด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็อาจต้องโทษนักเตะจากเมืองหลวงประเทศฝรั่งเศสเพราะว่า พวกเขาเกรงสั่นเหลือเกิน ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกติดกันด้านในช่วงที่ห่างกัน 7 นาที

เวลาเดียวกันก็เป็นได้ว่าถ้าหากไม่มีอะเวย์โกล เกมก็อาจจำต้องยืดเวลาเนื่องด้วยพอบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็อาจผ่อนเกมลง ขอใช้คำว่า ''บางทีอาจจะ'' นะครับ เนื่องด้วยการมาเขียนวิเคราะห์ทีหลังย่อมยากที่จะเดาสถานการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามในเวลานั้นๆ

ครับ ตามเซนส์ของพวกเราทั่วไปนั้น ระบบเหย้า-เยือนไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ข้างใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดหมายสองมักถูกคิดว่าได้เปรียบกว่า

เนื่องด้วยกฎอะเวย์โกลนำมาซึ่งการทำให้ทีมที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้อุบายใดสู้ บางเวลามขอยิงได้สักลูกก็ถูกใจ ถ้าหากจบด้วยความมีชัยจะเพอรต์แต่หากเสมอ 1-1 หรือจนกระทั่งเสียเชิงก่อน 1-2 ก็คงมีความเชื่อมั่นหัวใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมที่สอง

นอกเหนือจากนั้นจากผลที่ได้รับจากการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าจำนวนประตูของเกมนัดหมายสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 และรอบตัดเชือก) มีสูงกว่าเกมแรกโดยค่าเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งนั่นก็บางทีอาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูทีมเยือนได้ว่านำมาซึ่งการทำให้นัดหมายสองทั้งคู่เปิดหน้าเข้าพบเยอะกว่า หรือบางเวลามันเป็นธรรมชาติของเกมบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็ชอบไม่สนุกเท่าครึ่งหลัง

''เพราะครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างบางเวลาก็ดูเชิงกันบ้าง บางเวลาก็เน้นแท็กติกกันเยอะไป และบางเวลาร่างกายที่พึ่งจะลงไปคงฟิตทั้งคู่ แต่พอเวลาผ่านไปทีมที่ฟิตกว่าก็อาจบดเอาชนะได้'' กูรูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่ผ่านไปเมื่อคืนวันอังคารและพุธก็เดินตามทฤษฎีดังกล่าว เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์อาจครวญถึงโอกาสเป็นอันมากในครั้งแรกที่เอสตาดิโอ ดา ฝ่าซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยสมรรถนะทั้งปวงก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายต่อหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางคนชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็แล้วแต่กว่าไปเตะจุดโทษ ซึ่งไม่มีความต่างจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้แต่กฎซัดเดนเดธซึ่งเคยนำมาใช้ช่วงหนึ่งก็ดูจะโหดเหี้ยมเหลือเกิน

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ เพราะพวกเขาไม่ได้อยากต้องการเสียในบ้านก่อน พวกเขาเชื่อว่าเกมสองที่ไปเยือนการไม่เสียไปก่อนจะมีผลให้เล่นง่ายยิ่งกว่า โดยเหตุนั้นผู้ใดก็ช่างที่เป็นทีมที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับฉลากเตะในบ้านก่อน ทีมนั้นจะดีกว่า'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยหล่นทัศนะเอาไว้นานแล้ว

ตามปกติแล้วทีมที่เก่งกว่าก็ควรจะเอาชนะทีมที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่กินปลาเล็กนั่นแล

ถ้าหากด้วยความเป็นบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นได้ โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้ที่เรื่องวิวัฒนาการของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้แต่ละทีมแทบจะใกล้เคียงกัน ยกเว้นในแง่ทุน, ฝีเท้านักเตะ กับฐานแฟนบอล ซึ่งคงแตกต่าง

กฎอะเวย์โกลก็เลยเรียกว่าน่าเอื้อทีมเล็กๆมากยิ่งกว่า เนื่องด้วยพวกทีมใหญ่แน่ใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งคู่เกม

ถ้าหากประตูทีมเยือนนี่แหละ…มักทำร้ายพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแต่พวกเขาย่อมคงเปี่ยมด้วยความคาดหวัง เพราะเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของจ่าฝูงลีก เอิง ในเวลานี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความต้องการละเลียดงานวันนี้ ฉับพลันที่เห็นท่าครั้งคอตกของแม่ทัพบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่สังหารเข้าไป ก็ไม่ได้ไม่เหมือนกับผีเสื้อสักตัวที่พบกับดักใยแมงมุมกระทั่งทำให้บินต่อไม่ได้ ทั้งๆที่ดอกไม้อันสวยสดงดงามชูช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลคือข้อตกลงที่แฟร์มั้ย??

คงไม่ แต่มันก็บางทีอาจจะดียิ่งกว่าเตะจุดโทษถ้าหากใคร่ครวญเชิงศาสตร์ของลูกหนัง เพราะมันได้วัดกึ๋นของผู้ฝึกสอนกับความเตรียมตัวของทีม

ถ้าหากผีเสื้อตัวหนึ่งบางทีอาจจะทักท้วง

เพราะมันต้องการบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ชูช่อ ถึงแม้ว่าจะปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป ผีแดง

ตอนนี้ข่าวสารระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมแรงขึ้นเป็นระยะแล้วครับผม
ปัจจุบันสื่อฝรั่งเศสหลายรายรวมถึงผู้รายงานข่าวดังที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าฝรั่งเศสกับ ‘ซาตานแดง’ บรรลุกติกาพื้นฐานกันได้แล้ว
ทดลองสื่อบ้านเกิดของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ ท่าจะมีมูลเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย เพราะทางฝั่งสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากมายแต่ก็เริ่มลงรายละเอียดบ้างแล้ว
ถ้าหากจำกันได้ เมื่อวันที่ 24 มกราคมก่อนหน้านี้ ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว หลักๆก็ว่าถึงข่าวสารรวมทั้งกระแสที่สเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แต่ก็ปิดท้ายว่ามันมีความน่าจะเป็นพอควร
มาวันนี้จากที่ติดตามสถานการณ์มาเรื่อยๆรวมทั้งการตีข่าวสารจากฝรั่งเศส เห็นทีอาจจะจะต้องปรับระดับ ‘ความน่าจะเป็น’ ให้สูงมากขึ้นอีก พินิจพิจารณากันนี้ เพราะเหตุใด กริซมันน์ จึงจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลหลักๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงหมายเลข 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลว่ากล่าวโก รวมทั้งอยากได้ไขว่คว้าหาความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับกลุ่มมาตั้งแต่ฤดู 2014-15 นับจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็แทบๆ3 ฤดูแล้ว ซึ่งว่ากันโดยส่วนตัวถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง เป็นขุนศึกตัวหลักของกลุ่ม ยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ ได้รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่ปัจจุบันจะคว้าชั้น 3 ของ บัลลงดอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการเห็นด้วยจากแฟนๆตราหมี รวมทั้งผู้คนในแวดวงแล้ว กริซมันน์ กลับประสบความสำเร็จครองแชมป์กับ แอตเลว่ากล่าวโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูปัจจุบัน แต่ก็อกหักไป ส่งผลให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลว่ากล่าวโก เขาจึงได้เพียงแชมป์ซูเปร์โกขว้าง เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงรายการเดียวแค่นั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมาดูทางของ ‘ตราหมี’ ในฤดูนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งมากยิ่งกว่าหนึ่งนัดหมาย ซึ่งถ้าหากว่ากลุ่มชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมหลงเหลือที่ เมสตาย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากกลุ่มอย่าง มาดริด แบบงี้ก็โบกมือลาจังหวะครองแชมป์ได้เลย เฉกเหมือนกันกับสถานการณ์ในโกขว้าง เดล เรย์ ที่กลุ่มกรุยทางไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็นแสนเข็ญ เพราะเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ รวมทั้งเพื่อนพ้องๆดันปราชัยติดอยู่รังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกลำดับที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าจะต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปจัดว่ายากมากมาย จังหวะจอดปีนป่ายแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงรายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 กลุ่มในที่สุดแค่นั้นที่ยังเป็นความหวัง แต่ทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูสังเวย ได้ แต่ก็มีเสือสิงห์กระทิงเเรดรออยู่อีกมาก ด้วยความสำเร็จที่คว้ามาได้เพียงน้อยนิด อาจเป็นชนวนเหตุให้เขานึกถึงความเจริญก้าวหน้าในอนาคต เพราะสำหรับอาชีพนักฟุตบอล การครองแชมป์รวมทั้งการยกระดับตนเองขึ้นไปเรื่อยๆจัดว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่กลุ่มที่ใหญ่กว่า มีประสิทธิภาพมากยิ่งกว่าจะเอื้อจังหวะให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าหมายเลข 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตกลงใจยกระดับตนเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาแทบ 3 ฤดูภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาปรับปรุงตนเองจากนักฟุตบอลฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดหากเขาคิดก้าวผ่านจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ เว้นแต่กิตติศัพท์ รวมทั้งศักดิ์ศรีแล้ว เรื่องของรายถึงที่เหมาะจะมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็จัดว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวสารว่าถ้าหาก กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าเหนื่อยพรั่งพร้อมเสมอกันกับ ปอล ป็อกบา เพื่อนสนิทถึง 17 ล้านยูโรต่อปี จำนวนค่าเหนื่อยนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในขณะนี้ จัดว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ตราหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีเท่ากับ โกเก้ ราคานี้ถือเป็นเรตค่าเหนื่อยสูงสุดที่กระดานแอตเลว่ากล่าวโกจะจ่ายให้ได้ แม้ว่าเขาจะเป็นสตาร์หมายเลขหนึ่งของกลุ่ม แต่ถ้าหากจะอัพให้มากยิ่งกว่านี้เกือบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะว่า ‘ตราหมี’ เป็นกลุ่มที่มีวินัยด้านการเงินเข้มงวด พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้แค่ 6 ล้านยูโร นักฟุตบอลทุกคนจะไม่มีใครได้มากยิ่งกว่า 6 ล้าน หากนักฟุตบอลรายใดที่อยากได้ได้มากยิ่งกว่า ก็มีแค่ลู่ทางเดียวแค่นั้นคือ ‘ย้ายออก’ เหมือนกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก อดีตกาลสองหัวหอกต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าเหนื่อยที่สูงกว่า ทั้งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงรวมทั้งเล่นเข้ากับกลุ่มได้เป็นอย่างดี อีกต้นเหตุนึงที่มีสาระสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ สิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความเคารพ รวมทั้งเชื่อใจ สิเมโอเน่ อย่างยิ่ง หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในทำนองว่าตราบใดที่ โชโล่ ยังอยู่กับกลุ่มเขาจะไม่ไปไหนแต่จากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส สิเมโอเน่ พ่อของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับนสพ.ลา ท้องนาสิออน สื่ออาร์เจนว่ากล่าวน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะเกิดความเคลื่อนไหว” “ดีเอโก้ รู้สึกสะดวกกับชีวิตที่มาดริด แต่ความเคลื่อนไหวจะเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ผมไม่รู้ดีว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ทดลองพ่อที่ปรึกษาใหญ่บอกชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อกลุ้มอกกลุ้มใจที่ว่า แอต.มาดริด อาจไม่ยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูเหมือนจะเป็นข้อสมมติฐานที่เลือนลาง เพราะแต่ไหนแต่ไร ‘ตราหมี’ ไม่คยยี่หระกับแนวทางการขายสตาร์ของกลุ่มออกไปเลยแม้กระทั้งรายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด โคนร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
ลำแข้งเหล่านี้ยังถูกขาย กริซมันน์ อาจจะไม่มีข้อยกเว้น ขอเพียงแค่เงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะโดนจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา สิ่งสำคัญคือ แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มมากแค่ไหน ? ถ้าหากระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกข้อตกลงที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 โน่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ตราหมี’ นั้น ปัจจุบันผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงประเด็นนี้ แม้หลายๆคนยังไม่เชื่อว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แต่ถ้าหากลงเอยแล้วมันเลี่ยงไม่ได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “ถ้าหากเขาย้าย พวกเราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ก่อนหน้านี้พวกเราทำให้มองเห็นมาบ่อยแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ตราหมีแสดงทรรศนะกับผมไว้แบบนี้โดยส่วนตัว ผมคิดว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นกับเจ้าตัวรวมทั้งคนซื้ออย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลว่ากล่าวโก ก็แค่คอยฟังคำแนะนำ

มิราเคิลแห่งเลสเตอร์ซิตี้

ขอพูดว่ามันเกิดเรื่องมหัศจรรย์มากครับผม มหัศจรรย์พอๆกับการครอบครองแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยทีเดียวเชียว
คือนับจาก เคลาดิโอ รานิเอปรี่ ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม – ทันใด! อดีตกาลผู้ร่วมทีมของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจนายจ้างเก่าถึง 6 ครั้งติดกันในทุกรายการ โดยถล่มไป 15 ประตู และเสียเพียง 4 เม็ดแค่นั้น
พลพรรคหมาจิ้งจอกไทยมีชัยในพรีเมียร์ลีกต่อเนื่องกัน 5 เกม ถีบตัวเองหนีโซนอันตรายกระทั่งแทบเชื่อมั่นได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่นอนแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เสร็จอีกต่างหาก
นี่ถ้าเกิดพวกแก เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ตอนต้นฤดูกาล เผลอๆบางทีอาจมีสิทธิ์คุ้มครองป้องกันแชมป์ของตัวเองได้เสร็จด้วย ไม่น่าเชื่อเหมือนกันครับผมว่าเรื่องพวกนี้จะบังเกิดขึ้น ภายหลัง เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการทีมให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆครับผม – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แต่ว่าก็ต้องเชื่อ เนื่องจากมันเป็นไปแล้ว
ฤดูกาลนี้ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ คุมทีมในพรีเมียร์ลีกไปทั้งปวง 25 นัดหมาย ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่ปรับได้เพียง 5 นัดหมายแค่นั้น
มิซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนจะเปลี่ยนแปลงกุนซือใหม่ เลสเตอร์ ประสบความแพ้พ่ายถึง 7 นัดหมาย และเสมอ 2 นัดหมาย โดยไม่ชนะคนไหนเลย
ผลงานตกต่ำดำดิ่งไม่เหมือนกับเมื่อฤดูกาลที่แล้วแบบหน้ามือเป็นข้างหลังตีน พวกเขากลายร่างเป็นทีมดาดๆที่มิได้มีความน่าขามเกรงอะไรกระทั่งไปยืนอยู่หน้าปากเหว เสี่ยงต่อการโดนถีบตกชั้นทั้งที่ตนเองมีอำนาจเป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ที่มีความชำนาญทางด้านเกมลูกหนังหลายคน (รวมทั้งผู้ไม่ชำนาญอย่างผมด้วย) พากันพินิจพิจารณาหาสาเหตุที่พูดว่าเพราะเหตุไร "แชมป์เก่า" ถึงนั่งแทรกกับความเสื่อมถอยอย่างงี้ ก่อนจะพบสาเหตุสำคัญๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ คงจะหมดแรงบันดาลใจ ข้างหลังพุ่งชนการบรรลุผลครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมาคม
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่นอนว่าคู่ปรับย่อมระแวดระวังและเน้นย้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆยามพบทีมหมาจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การปราศจากผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นคนไม่ใช่น้อยฟอร์มตกอย่างน่าขยะแขยง ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด ภูตผีปีศาจเรซ และเจมี่ วาร์ดี้
และอื่นๆอีกมากมาย เป็นต้นว่า "พลังงานบางอย่าง" ที่พิสูจน์มิได้ทางวิทยาศาสตร์คงจะเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ซะแล้ว
หรือกองเชียร์หมาจิ้งจอกไทยที่เคยพบอย่างเยอะมากในบางประเทศแถบเอเซียอาคเนย์คงจะหายบ้าเห่อ หลังจากที่กระแสความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูกาลนี้จะตกลงไปอย่างน่าใจหาย แต่ว่าในชัยชนะ 6 นัดหมายปัจจุบัน มันระบุชัดว่าพวกเขามิได้มีปัญหาเหล่านี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้ชี้ให้เห็นว่าหมดแรงบันดาลใจตรงไหน สิ่งที่เห็นคือการไล่ขย่มคู่ปรับอย่างเอ็นจอยหัวแม่เท้า
แม้คู่แข่งจะระแวดระวังอย่างควรหนักตามสูตรสำเร็จเวลาพบแชมป์เก่า แต่ว่าพวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมหัวแม่เท้าด้วย
แม้จะปราศจาก เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แต่ว่า เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อคนอื่นเข้ามาแทน แถมพวกเขายังแจ๋วพอที่จะเอาชนะคู่ปรับอย่างเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด ภูตผีปีศาจเรซ และเจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมออกมาอีกที
เคลาดิโอ รานิเอปรี่ เองก็มิได้ทำอะไรผิดพลาดน่าขยะแขยง แล้วผู้ร่วมทีมจะงัดเลื่อยไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าของทีมที่เป็นชาวไทยก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ คนไหนกันที่มาไปพบแล้วขอความช่วยเหลือให้ปลดกุนซือชาวอิตาลีออกจากตำแหน่งสักนิด ตัวผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษใส่ความว่าขอไปพบเจ้าของทีม เพื่อให้ถีบนายจ้างของตัวเองออกจากตำแหน่งก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นเหมือนกันว่าไม่เคยทำอะไรที่อดสูแบบงั้น
จึงพอจะสรุปได้ว่าพวกเขามิได้เล่นแบบ "ล้มโค้ช" ครับผม มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มโค้ชเนี่ย เนื่องจากมันทุเรศ รู้เรื่องว่ามันคงจะเกิดเรื่องที่ชาวบ้านคิดกันไปเองซะมากยิ่งกว่า
ในเมื่อมิได้เป็นแบบที่ชาวบ้านเขานินทากัน แล้วเหตุไฉน ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนและข้างหลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอปรี่ มันถึงได้ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้คงต้องขอยกความดีความชอบให้กับผู้จัดการทีมคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่คือยอดเยี่ยมผู้จัดการทีมระดับโลกคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีคนไหนรู้มาก่อน เขาวางแผนการเล่นแบบเดิมๆให้ผู้ร่วมทีม เน้นเกมรับรัดกุม ก่อนจะจังหวะโจมตีแบบลอบฆ่า อาศัยความรู้ความเข้าใจส่วนตัวของ รียาด ภูตผีปีศาจเรซ และความรวดเร็วขุนนางเกลื่อนกลาดของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็อย่างเดิมหมายถึง4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
ตัวผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมประสิทธิภาพบางทีอาจต่ำยิ่งกว่าเดิมด้วย เนื่องจากอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ตรงไหน เราก็อยู่ตรงนั้น
…ว่าแล้วก็ตั้งตัวเองเองผู้จัดการทีมคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมทีมหนแรกแล้วชนะต่อเนื่องกัน 6 ครั้งแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการทีมรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตติ ยังไม่มีปัญญาทำอะไรอย่างงี้เลยครับผมคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูกาลแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่ครั้งแรกได้เพียงแค่ 4 ครั้งติดกันแค่นั้น
นอกเหนือจากนั้นต้องยกย่องเจ้าของทีม เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยครับผมที่ตัดสินใจได้ถูกที่เอา "คนใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมทีมแทน โดยไม่จำเป็นต้องไปหาผู้จัดการทีมคนใหม่ให้เสียเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นคนอังกฤษแต่กำเนิด เกิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม ปัจจุบันอายุ 53 ขวบ ในอดีตกาลเคยเป็นนักฟุตบอลของทีมในลีกด้านล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด และเฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนห้อยสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านโค้ชหนแรกด้วยการเป็นกุนซือทีมสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการทีมของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทีม เลสเตอร์ ซิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน ต่อไปก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ ซิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนจะตามนายจ้างกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกทีในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็กลายเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมแบบเต็มตัวพร้อมทำสถิติยอดเยี่ยม จำพวกที่ไม่เคยมีผู้จัดการทีมใครกันแน่ในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำเป็น คือคุมทีมหนแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งติดกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช ผู้ร่วมทีมของเขาก็เอาชนะคู่ปรับได้เสร็จครับผม-ขอโทษ (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) ซึ่งก็ถือได้ว่าสถิติในการควบคุมทีม คือชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ คงจะลอกการบ้านเก่งครับผม เนื่องจากเขาแทบจะมิได้เปลี่ยนอะไร โดยทำทุกอย่างอย่างกับที่ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว มันลงตัวอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นกระหายของหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ให้กลับมาได้อย่างเดิมอีกต่างหาก
ก็แค่ในความเสื่อมถอยของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นเนื่องจากนักฟุตบอลเล่นล้มผู้จัดการทีมคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมาไฉไลเป็นบ้าอีกที กลับไม่มีผู้ใดมองเลยว่ามันเป็นความรู้ความเข้าใจของผู้จัดการทีมคนใหม่ ขอพูดว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละหมายถึง"ว่าที่" ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษคนถัดไปครับผม

แหม่…นี่ถ้าเกิดผมเป็นประธานชมรมบอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด เอ็งเร็ธ เซาธ์เกต ออกจากตำแหน่งแล้วตั้ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
ยืนยันว่าทีมชาติอังกฤษมีโอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างแน่นอน เนื่องจากนี่คือยอดเยี่ยมผู้จัดการทีมสายพันธุ์สิงโตขู่คำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเกิดเรื่องมหัศจรรย์มากครับผมที่อยู่ๆเลสเตอร์ ซิตี้ ก็กลับมาเกิดใหม่ใหม่ เพียงปลดผู้จัดการทีมคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการทีมคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามตรงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยเห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างหนักอย่างงี้มาก่อน
เมื่อได้ผลงานอันร้อนแรงแบบช้างก็ฉุดไม่อยู่ของ เลสเตอร์ ซิตี้ และท้องนาต่อนี้ไป เคลาดิโอ รานิเอปรี่ อาจจะงงงวยพลางรำพึงรำพันกับตนเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "เราทำผิดอะไร?" แต่ว่านี่แหละคือความเร้นลับ ซับซ้อน ลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน เพื่อนฝูงคิดคด บนเหลี่ยมกลของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่นอน (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้เล่นล้มโค้ชครับผม

หงส์พลิกแซงเฉือนหวิวเบิร์นลีย์ สองต่อหนึ่ง

พลพรรคหงส์ที่แม้จะโดนลูบคมเสียประตูเร็วตั้งแต่ต้นเกม แต่ยังสามารถพลิกเกมกลับมาเป็นฝ่ายเก็บสามแต้มได้สำเร็จ

เจอร์เก้น คล็อปป์ หัวเรือใหญ่ลิเวอร์พูล เปลี่ยนนักเตะจากเกมล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ชนะปืนใหญ่ 3-1 เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น คือ ดีว็อก โอริกี ซึ่งได้โอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงแทน โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน ที่มีปัญหาบาดเจ็บ

ด้านทีมเยือนของ ฌอน ไดค์ ซึ่งเคยสร้างเซอร์ไพรส์เปิดบ้านชนะหงส์ 2-0 ในนัดแรกที่พบกันของฤดูกาลนี้ ยังจัดทัพมาในระบบ 4-4-2 ฝากความหวังพังประตูไว้ที่คู่กองหน้าอย่าง อังเดร เกรย์ กับ แอชลีย์ บาร์นส์

ออกสตาร์ทเกมมาเพียงแค่ 7 นาทีเท่านั้น เป็นเบิร์นลีย์ที่ได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็ว จากจังหวะที่ แม็ทธิว ลอว์ตัน เปิดบอลเรียดจากกราบขวาเข้ากลางให้ บาร์นส์ ล้มตัวพุ่งชาร์จระยะเผาขนตุงตาข่าย ส่งให้เดอะ คลาเรตส์ออกนำ 1-0

หลังเสียประตู หงส์ก็พยายามครองบอลบุกเข้าใส่เพื่อหวังตีเสมอให้ได้ จนกระทั่งมาประสบความสำเร็จ ในช่วงทดเจ็บนาทีที่ 45+1 จากจังหวะที่ โอริกี เปิดบอลจากฝั่งซ้ายเข้าเขตโทษให้ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ยิงครั้งแรกไปติดบล็อค เบน มี แต่ลูกยังกระดอนมาหาหวดด้วยขวาดาบสองเข้าไป ทำให้จบครึ่งแรกด้วยผลเสมอ 1-1

ครึ่งหลังหงส์ ยิ่งลุยบุกหนักกว่าเดิมเพื่อหวังเป็นฝ่ายแซงนำบ้าง ก่อนจะมาทำสำเร็จ ในนาทีที่ 61 จากจังหวะที่ โอริกี ไหลบอลให้W88เอ็มเร จัน ซัดไกลด้วยขวาส่งบอลเรียดเข้าไปอย่างสวยงาม ช่วยให้หงส์พลิกขึ้นนำ 2-1

จากนั้นไม่มีประตูเกิดขึ้นเพิ่มเติมอีก ทำให้สุดท้ายจบเกมเป็นหงส์ที่เฉือนชนะไปแบบหวุดหวิด 2-1 เก็บเพิ่มเป็น 55 แต้ม ยังรั้งที่ 4 ต่อไป ส่วนเบิร์นลีย์อยู่อันดับ 12 มี 31 คะแนนเท่าเดิม

ปธ.ปารีส แซงต์ แชร์กแมงปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ขายแค่ไหน

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานปารีสยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะค่าตัวมาร์โค แวร์รัตติออกจากสังกัดไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

มิดฟิลด์วัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับสังกัดยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''